กติกากีฬาว่ายน้ำ

ถ้าพูดถึงกีฬาที่ค่อนข้างได้รับความนิยมในประเทศไทยในสมัยนี้แล้วละก็ คงหนีไม่พ้นกีฬาประเภทนี้แน่นอน เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอากาศร้อน จึงทำให้กีฬาว่ายน้ำตอบโจทย์ต่อความต้องการของผู้คนที่มีต่อสภาพอากาศได้เป็นอย่างดี โดยกติกาการแข่งขันว่ายน้ำจะว่ายแบบใดก็ได้ หากเข้าเส้นชัยก็ถือว่าชนะ แต่ต้อมาก็มีการกำหนดกฎกติกาในการแข่งขันขึ้นเพื่อที่จะไม่ถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบกัน และถือว่าการกำหนดกติกาในครั้งนี้ทำให้การแข่งขันกีฬาว่ายน้ำมีความน่าสนใจ ได้รับการยินยอมจากคนทั่วโลกมากขึ้น  เนื่องจากมีกฎเกณฑ์เป็นตัวกำหนดในการแข่งขัน  มีความยุติธรรมในการแข่งขันมากขึ้น  การแข่งขันว่ายน้ำในปัจจุบันมีอยู่หลายประเภท ถูกแยกประเภทกันจากการว่ายน้ำ ระยะทาง

สำหรับท่าว่ายน้ำที่ใช้ในการแข่งขันนั้นจะมีอยู่ 4 ท่าก็คือ ท่าฟรีสไตล์ โดยจะว่ายยังไงก็ได้แล้วแต่ความถนัดของผู้เล่นแต่ละบุคคล แต่จะต้องแตกต่างจากท่าผีเสื้อ ท่ากบ และท่ากรรเชียง ท่าผีเสื้อ เป็นการว่ายแบบคว่ำหน้า มือต้องยกเหนือน้ำพร้อมกัน ท่ากบ เป็นการว่ายแบบคว่ำหน้า มือพุ่งไปข้างหน้า และท่าสุดท้ายคือท่ากรรเชียงเป็นท่าว่ายแบบนอนหงาย มือจะสลับกันสาวน้ำ ประโยชน์ของการว่ายน้ำ ก็คือ ช่วยทำให้สุขภาพแข็งแรง เป็นการออกกำลังกายที่จะทำให้ร่างกายมีโอกาสเจ็บป่วยยากขึ้น ช่วยรักษาความปลอดภัยของชีวิต เพราะ การว่ายน้ำสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ทำให้รู้สึกสดชื่น คลายเครียด ผู้เข้าแข่งขันท่านใดเข้าเส้นชัยก่อนถือว่าเป็นผู้ชนะทันที

ส่วนเรื่องของการล่อยตัวผู้เข้าแข่งขันนั้น กรรมการหรือผู้ตัดสินจะทำการเป่านกหวีดเป็นเสียงยาว เพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันขึ้นไปยืนอยู่บนแท่นกระโดดจากนั้นกรรมการจะพูดว่า “เข้าที่” ผู้เข้าแข่งขันจึงจะไปยืนที่ปลายท่านกระโดด ผู้เข้าแข่งขันจะต้องรอจนกว่ากรรมการจะให้สัญญาณปล่อยตัว โดยจะใช้เสียงปืน ออดหรือเสียนกหวีด ผู้เข้าแข่งขันจึงจะสามารถออกตัวเริ่มแข่งขันว่ายน้ำได้ แต่ในกรณีที่การแข่งขันกีฬาว่ายน้ำนั้นๆ เป็นการแข่งขันว่ายท่ากรรเชียงกับท่าผลัดผสม จะไม่มีการปล่อยตัวจากแท่นกระโดด แต่จะถูกปล่อยตัวจากสระว่ายน้ำแทน สำหรับการแข่งขันการว่ายผลัด ผู้เข้าแข่งขันจะกระโดดลงสระหลังจากที่เพื่อนในทีมนั้นๆ จะว่ายไปแตะขอบของสระว่ายน้ำไปแล้วเท่านั้น แต่ถ้าหากเพื่อนร่วมทีมในการแข่งขันยังไม่มาแตะที่ขอบสระ และกระโดดลงแจะถูกปรับแพ้ทันที